ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ทำงานประจำเพื่อเรียนรู้ อย่าฝากชีวิตที่งานประจำ 2


เป็นมนุษย์เงินเดือน  ต้องทุ่มเทให้กับงานประจำทุกๆ วัน  เหมือนเราลงทุนไปกับสิ่งที่ไม่มีที่ยึดเกาะ ไม่มีหลักยึดเกาะ  ช่วงหลายปีหลังจากที่ผมได้ทำงานประจำมานี้  ความคิดหลายอย่างก็ตกตะกอน จากประสบการณ์และกาลเวลาที่ล่วงเลย
.
ผมทำงานเป็นพนักงานประจำมาจวบถึงวันนี้ก็ราว ๆ 5 ปีได้แล้วครับ  อายุงานรวมๆ กันน่าจะเกินกว่านั้น แต่ 5 ปีคือสิ่งที่ผมมั่นใจว่าผมได้ฝึกฝนบางอย่างถึงขึ้นเชี่ยวชาญและวิเคราะห์ปัญหาได้มากขึ้น  ผมไม่ได้บอกว่าผมเก่งขึ้น แต่ผมแม่นยำในการวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดได้มากขึ้นมาก
.
งานประจำแรกที่ผมเริ่มทำตอนที่ผมกำลังเรียน ปริญญาตรีอยู่ ในตอนนั้นผมทำงานตอนกลางวัน และเรียนตอนหัวค่ำ  ที่ทำงานกับมหาวิทยาลัยก็อยู่ห่างจากกันประมาณ 10 กิโลเมตร  จาก SCG บางซื่อ ไปสนามม้า นางเลิ้ง  ทุกๆ เย็นหลังเลิกงานผมก็ขับมอเตอร์ไซต์ตรงไปมหาวิทยาลัย
.
ผมทำเป็นเด็กฝึกงาน ถ้าจะเรียกแบบที่เค้าเรียกในภาษาการจัดหางานก็คือเป็น Sub Contact เป็นพนักงานที่ไปทำงานโดยไม่ได้บรรจุเป็นพนักงานบริษัท เงินเดือนตอนนั้นก็ตกอยู่ราวๆ 8500 บาท  ทำงานวันจันทร์ - ศุกร์  ในตำแหน่งแอดมิน  คือผู้คอยบริการทุกๆ คนในอ๊อฟฟิศ และหน้าที่หลักคือการบริหารจัดการรถเช่าและคอยจัดคิวคนขับรถให้กับนาย
.
ผมได้เรียนรู้การดูแลรักษารถ  การส่งรถเข้าเคลม การเช่ารถและเรทอัตราการเช่ารถของบริษัทให้เช่ารถ  ได้เรียนรู้การบริหารเรื่องคนกับเวลา  และที่สำคัญผมได้เรียนรู้ว่า งานประจำคืออะไร  เพราะนี่เป็นงานครั้งแรกที่ได้ทำเป็นงานประจำ 
.
หลังจาก 1 ปี ผมก็ย้ายงานขณะเดียวกันผมกำลังเข้าสู่ปีสุดท้ายของการเรียนในมหาวิทยาลัย  งานที่สองก็เหมือนเดิม เป็นซับคอนเทค แอดมินเกี่ยวกับการดูและเครื่องคอมพิวเตอร์ในสำนักงาน และการเบิกจ่ายอุปกรณ์สำนักงาน ทำงานคล้ายเดิมแต่เงินเดือนเพิ่มขึ้นอีก 1000 บาท  อายุ 20 ปี ทำงานประจำได้ 9000 บาท สมัยนั้นก้อถือว่าไม่เลว แต่มันก็ไม่พอกินอยู่ดี  
.
ผมทำงานที่ 2 ได้อีก 1 ปี ก็หมดสัญญาจ้าง แล้วก็เข้าสูตรเดียวกันกับคนที่ใช้ชีวิตในงานประจำ  ผมตกงาน และไม่มีคนจ้างงาน ผมใช้เวลาเดือนกว่าๆ ก็หางานได้ แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม ผมเข้าไปเป็น คอลเซนเตอร์ที่ทรู ได้ครึ่งปี เกิดวิกฤตน้ำท่วมที่กรุงเทพฯ ความรักผมมีปัญหา และ จริงที่ว่า "เมื่อความไว้ใจพังลงแล้ว มันไม่อาจก่อขึ้นใหม่ได้"  ผมตัดสินใจ ลาออกจากงานย้ายกลับไปอยู่ต่างจังหวัด   ใช้เงินเก็บรวมกับเงินที่ทางบ้านสนับสนุน เปิดธุรกิจร้านถ่ายเอกสารในตลาด ใกล้โรงเรียน
.
ธุรกิจใหม่เป็นไปได้ดีในช่วง 2-3 เดือนแรก และผ่านจากนั้น ก็ค่อยๆ แย่ลงเรื่อยๆ จนในที่สุด เวลาผ่านไป 8 เดือน ผมก็ปิดกิจการ  ไปบวชอยู่ 1 พรรษา 
.
พอหมดพรรษาผมศึกจากการเป็นพระและเหมือนเคย ผมมีมาทำงานที่ กทม. อีกแล้ว  งานประจำตามเคย  แต่ครั้งนี้ความคิดผมเปลี่ยนไป อาจเพราะเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น  

ผมไม่คิดฝากชีวิตไว้กับงานประจำอีกต่อไป !!! 

เดี๋ยวมาเล่าต่อ บทความหน้านะครับ 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

โฟกัสกับสิ่งที่ทำอยู่ และตั้งใจทำมันให้ดีที่สุด

การโฟกัสจะทำให้ผลงานสำเร็จลุล่วงได้เป็นอย่างดี อาจารย์ของผมเคยสอนไว้ว่า Focus ย่อมาจาก F=Follow O=One  C=Course U=Until S=Success  หรือแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า  ทำสิ่งหนึ่งจนกว่าจะประสบผลสำเร็จ หากเปรียบเสมือนกีฬา  การประสบความสำเร็จ จะเป็นเหมือนการวิ่งมาราธอน มันคือการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง  กัดไม่ปล่อย หรือเล่นอย่างต่อเนื่องไม่หยุดจนกว่าจะประสบผลสำเร็จ . ความสำเร็จคืออะไร  เท่าไหร่ที่จะเรียกว่าสำเร็จ  สำหรับผมคิดว่า ความสำเร็จ คือการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดจนเป็นที่พอใจและตอบสนองต่อความต้องการของใจ "ดีต่อใจ" และเมื่อเราพูดถึงมันเราจะมีความภูมิใจที่พูดถึงและสามารถเล่าให้คนอื่นๆ ฟังได้อย่างไม่เขินอาย  มันคือการทำสิ่งที่อยู่ในความคิดให้เป็นความจริงขึ้นมาให้ได้ . คนบางคนอาจพึงพอใจกับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ส่วนผู้ที่ทะเยอทะยานนั้นมักจะฝันถึงความสำเร็จขนาดใหญ่  ทุกคนนั้นมีความฝันไม่เหมือนกัน ความสำเร็จในสิ่งที่คาดหวังก็ไม่เหมือนกันเช่นกัน   . จงจำไว้ว่า  เมื่อเรามีความหวัง ความฝัน แรงบันดาลใจ และไฟที่คุกรุ่นอ...

รีวิวหนังสือ คิดแบบยิว ทำแบบญี่ปุ่น

"ยิว" และ "ญี่ปุ่น" คือสองชนชาติที่สร้างปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ ได้อย่างน่าทึ่ง ชาวยิวขึ้นชื่อว่ามีความคิดที่หลักแหลม มองการณ์ไกล และตัดสินใจได้เฉียบคม ส่วนชาวญี่ปุ่นก็มีความมุ่งมั่นจริงจัง ละเอียดรอบคอบ และมีจิตวิญญาณของนักสู้ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราสามารถคิดแบบชาวยิวและทำแบบชาวญี่ปุ่น? ฮอนดะ เคน มีโอกาสได้เจอกับเศรษฐีชาวยิวคนหนึ่งที่อเมริกา ชายผู้นั้นได้ถ่ายทอดวิธีคิดที่ชาวยิวส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นให้กับเขา เขาจึงนำกลับไปปรับใช้ที่ญี่ปุ่นจนสามารถเปลี่ยนชีวิต แล้วลายเป็นเจ้าของธุรกิจที่ร่ำรวยและมีความสุขได้อย่างเหลือเชื่อ     หนังสือเล่มนี้จะเผยวิธีคิดเหล่านั้นอย่างหมดเปลือก โดยเรียบเรียงผ่านเรื่องราวที่ทั้งอ่านสนุก เข้าใจง่าย และนำไปใช้ได้จริง เพียงลองนำไปใช้ แล้วคุณจะสร้างความมั่งคั่งและความสุข ให้เกิดขึ้นในชีวิตได้อย่างแน่นอน! สารบัญ บทนำ การพบกันอย่างไรไม่คาดฝัน กับบททดสอบแรก เคล็ดลับที่ 1 รู้จักกลไกของสังคม เคล็ดลับที่ 2 รู้จักตัวเองและทำในสิ่งที่ชอบ เคล็ดลับที่ 3 เพิ่มพลังสัญชาตญาณ ฝึกการมองคนและสิ่งต่าง ๆ ให้แตกฉาน เคล็ดลับที่ 4 ตระหนักถึงพลังขอ...

โลกของการลงทุน ในแบบของตัวคุณเอง

ทำอย่างไรดีถึงจะรวย...?   คนที่รวยๆ เค้าลงทุนอะไรกัน.. ? ผมเชื่อว่าหลายคนที่เพิ่งเรียนจบและเริ่มทำงานมาได้ระยะหนึ่งแล้ว..  เริ่มเรียนรู้ชีวิตของการทำงานประจำ.. และได้รับเงินเดือนกันมาบ้างแล้ว..คงจะมีความสงสัยกันว่าทำอย่างไรถึงจะรวยและใช้ชีวิตแบบ Slowlife กินกาแฟ นางเงือกสีเขียว และนั่งชิว  แบบที่ชอบโพสโชว์กันตามหน้า Facebook  . ผมคิดว่ามันก็ไม่ได้ผิดอะไรที่พวกเค้าจะโพสอวดนะครับ มันก็เป็นเรื่องของเขา เป็นความสุขในการใช้ชีวิตของเขา คนเรามีความสุขในการใช้ชีวิตไม่เหมือนกัน  สำหรับผมความสุขคือ การที่ได้ปลูกต้นไม้และเฝ้ามองมันเจริญเติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ คอยดูและบำรุงรักษามันให้ดีและเรื่องของการใช้ชีวิตก็มีหลักเช่นเดียวกันแหล่ะครับ . ที่นี้เรามาดูเรื่องของตัวเราเองกันดีกว่าครับ  ที่สำคัญอย่าเอาตัวเราไปเปรียบเทียบกับรูปแบบการใช้ชีวิตของคนอื่นๆ ด้วยนะ ถ้าวันนี้เรายังไม่รวย  ทำอย่างไรถึงจะรวย   ?? คำถามนี้เป็นคำถามสุดฮิตของคนที่อยากจะรวย ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกันแหล่ะครับ ผมจึงสร้าง "เพลินบล็อก" นี้ขึ้นมาเพื่อที่จะเขียนเตือนตัวเองและพ...